บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก พฤษภาคม, 2023

Rankoth Vehera Goldern Pinnacle Stupa Polonnaruwa

รูปภาพ
#ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลยไปหนึ่งอสงไขยแสนกัปแต่กัปนี้ไป#ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า#ทรงพระนามว่าอโนมทัสสีปรารถนาเห็นพระองค์#เรารู้นะว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน #รู้แล้วว่าพ่อแม่เราคือใคร #รู้ว่าพี่น้องเรามีคือบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลาย #แต่ว่าเรายังกลับไม่ถึงบ้าน #เราก็จะเกิดความพากเพียรนะมุ่งมั่น #ศรัทธาของเราคราวนี้จะแน่นแฟ้นนะ #ไม่คลอนแคลนละเราก็ขยันภาวนาไปเรื่อย #บางคนก็ใช้เวลานานหน่อยนะ#อินทรีย์ไม่แก่กล้าใช้เวลา7ชาติ7ชาติสั้นนิดเดียวนะ #เราเวียนตายเวียนเกิดนับชาติไม่ถ้วน #บางคนก็สองสามชาติ #บางคนก็ชาติเดียว#ภาวนาไปเรื่อยเรื่อย #สุดท้ายมันก็ถึงบ้าน #ถึงบ้านแล้วโฮ้ย#หาบ้านแทบตายบ้านอยู่ที่นี่เอง #หาซะรอบจักรวาล #อยู่ที่จิตที่ใจที่บริสุทธิ์ขึ้นมานี่เอง #จะพบพระพุทธเจ้าตัวจริงนะ #เราจะพบว่าพระพุทธเจ้ามีจริงจริง #แต่ว่าไม่ใช่เป็นพุทธเจ้าที่ไปนั่งเข้าแถว #นั่งสมาธิอะไรอย่างนั้นนะ #หรือบางสํานักก็นั่งเก้าอี้#พุทธเจ้านั่งบางสำนักก็นั่งสมาธิ #กระดุกกระดิกไม่ได้ด้วยเหมือนรูปปั้นไม่ใช่หรอก #อะไรที่ยังเป็นรูปเป็นนามอยู่ไม่ใช่นิพพานนะเป็นรูปเป็นนามไม่ใช่นิพพาน นิพพานเป็นสภาวะ...

พระอรหันต์ก็ฝันได้

รูปภาพ
#พระอรหันต์ #พระนิพพาน #พระโสดาบัน #การเข้าผลสมาบัติ#เป็นการเข้าอยู่ในอารมณ์พระนิพพาน#ที่ได้มาจากอริยผลญาณ #อันบังเกิดแล้วแก่ตน #เพื่อเสวยโลกุตตรสุข #ซึ่งเป็นความสงบสุขที่พึงเห็น #ประจักษ์ได้ในปัจจุบัน #พระนิพพาน ที่เป็นอารมณ์ของผลสมาบัตินั้นมีชื่อ ๓ ชื่อหรือมี ๓ อาการคือ ๑. #อนิมิตตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ไม่เที่ยง อันปราศจากนิมิตเครื่องหมาย คือ อนิจจัง โดยบุญญาธิการแต่ปางก่อน แรงด้วยสีล เมื่อเข้าผลสมาบัติก็คงมีอนิมิตตนิพพาน เป็นอารมณ์ ๒. #อัปปณิหิตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปรไป อันหาเป็น ปณิธิ ที่ตั้งไม่ได้ คือทุกขัง โดยบุญญาธิ การแต่ปางก่อนแรงด้วยสมาธิ เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี อัปปณิหิตนิพพาน เป็น อารมณ์ ๓. #ญตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ อันเป็นความว่างเปล่า คืออนัตตา โดยบุญญาธิการ แต่ปางก่อนแรงด้วยปัญญา เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี สุญญตนิพพาน เป็นอารมณ์ #บุคคลที่เข้าผลสมาบัติได้ต้อง...

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น - ท่านพุทธทาสภิกขุ สวนโมกขพลาราม (ไม่มีโฆษณาคั่น)#การตรัสรู้คือความไม่มีอะไรให้ระลึกถึง#ผู้ถึงได้ก็ไม่พูดแล้วไม่พูดว่าเขารู้อะไร #เพราะสิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด #คำสอนของพุทธะทั้งหมดมีวัตถุประสงค์ข้อนี้เพียงข้อเดียว คือพาพวกเราข้ามขึ้นให้พ้นเสียจากภูมิแห่งความคิด #บัดนี้ถ้ารีดความคิดหรือหยุดความคิดของเราได้สำเร็จแล้ว ประโยชน์อะไรด้วยธรรมทั้งหลายที่พุทธะได้สอนไว้ #มันหมายถึงสามารถปฏิบัติจนหยุดคิดของความคิดปรุงแต่งต่าง ๆ เสียได้ ไม่มีอะไรสามารถปรุงให้จิตคิดไปตามอำนาจกิเลสตัณหาได้อีกต่อไป เป็นจิตที่ว่างจากสิ่งปรุงแต่งและความคิดทั้งปวง นั่นแหละเป็นตัวธรรม หรือพุทธะ #หรือธรรมชาติเดิมแท้อยู่ในความเป็นเช่นนั้นเพราะเรานั้น #ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว #คำพูดของมนุษย์ไม่สามารถหว่านล้อมหรือเปิดเผยมันได้ #ความตรัสรู้คือความไม่มีอะไรให้ระลึกถึง#ผู้ถึงได้ก็ไม่พูดแล้ว #ไม่พูดว่าเขารู้อะไร# เพราะสิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด#เมื่อเราtransformไปสู่มรรคก็ดีหรือtransformไปสู่ผลก็ดี #จิตมันจะเปลี่ยนไปแบบไม่กลับ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่ #บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ #มันล้างขันธ์ #บางคนอาจจะมีอาการเหมือนอะไรในใจมันขาด#มันขาดเหมือนกับเชือกถูกดึงให้ขาด

รูปภาพ

ฝึกให้จิตมีแรงแล้วเดินปัญญา :: หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 มกราคม 2566

รูปภาพ

ถ้าให้เลือกหลวงพ่อคูณจะเลือกสร้างสิ่งใดก่อน ระหว่างวัด โรงเรียน และโรงพย...

รูปภาพ
เลือกบล็อกที่จะแชร์ไป อารมณ์พระอรหันต์_การสำเร็จมรรคผล#การเกิดมรรคผล#การทำอริยสัจจ์ให้บริบูรณ์ โลกราบเป็นหน้ากลอง คำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า กลับบ้านเราพระพุทธเจ้ารออยู่#ศีลนี่นะมันจะช่วยจัดระเบียบชีวิตของเราให้มันเรียบง่ายนะ สบายๆ ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ วิมุตติความหลุดพ้น#ผู้มีร่างกายสุดท้ายกายนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ #จิตนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆถ้าภาวนาได้อย่ #การบรรลุมรรคผล#ดูกรภิกษุเปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน #อาศัยน้ำมันและไส้จึงโพลงอยู่ได้ #เพราะสิ้นน้ำมันแ อารมณ์พระอรหันต์ ผู้ไม่มีร่องรอย ความรู้เพื่อความสินทุกข์ ไม่พึงด่วนทำกาละ การเกิดอริยมรรค#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใคร ความดับทุกข์ Bodhi Gaya- The Sacred Land of Buddhahood พระสาวกโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้เป็นพระอนุพุทธะ เลยไปหนึ่งอสงไขยข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า #การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ##โดยธรรมชาติของจิตนี่ต้องเวียนอยู ทางหลุดพ้น นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส การบรรลุมรรคผล#การเกิดอริยมรรค เราไม่ทะเลาะกัน#เธออย่าได...

พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า 9

รูปภาพ
#การยิ้มของมนุษย์#จิตสัมผัสพระนิพพาน#โวทานจิต #โดยธรรมชาติของจิตนี่ต้องเวียนอยู่ในภพ#ภพที่จิตเวียนอยู่ได้มี๓ภพเท่านั้น#หนึ่งกามาวจรภพภพที่เวียนไปในกาม#คือหาอารมณ์เพลิดเพลินไปทางตาหูจมูกลิ้นกายเพลินไปเรื่อย#พวกเราจิตหมุนอยู่ติ้วๆทางตาหูจมูกลิ้นกายนึกออกไหมอันนี้แหละเรียกว่ากามภพ #เรียกให้เต็มยศนะเรียกกามาวจรภูมิ #ใจก็ไปเวียนอย่างนี้##ถ้าหลุดออกจากกามภพนะก็เข้าไปรูปภพหรือว่ารูปภูมิ ก็คือเข้าไปสงบอยู่กับการรู้รูปเช่นรู้ลมหายใจแล้วจิตไม่เอาแล้วโลกข้างนอก #อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายไม่เห็นจะมีสาระอะไร#จิตมารวมลงที่อารมณ์ภายในอันเดียว #อาจจะมารู้ลมหายใจอยู่อันเดียว #รู้ร่างกายอยู่อันเดียว มาเพ่งรูปอยู่อันเดียว #เพ่งดวงกสิณดวงนิมิตอยู่อันเดียว #จิตเพ่งรูปอยู่เรียกว่ารูปภูมิ ถ้าจิตไม่อยู่ในกามภูมิ ไม่อยู่ในรูปภูมิ จิตก็ต้องเข้า อรูปภูมิ ทิ้งรูปไปแล้วไปอยู่กับนามธรรม เช่นไปอยู่กับความว่าง จิตอยู่ในความว่าง อยู่กับความไม่มีอะไรเลย เพราะงั้นที่เค้าสอนภาวนา บางคนสอนภาวนาให้ไปอยู่ในความว่าง อันนั้นเพี้ยนนะ ไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า มันก็เป็นอรูปภูมิ เป็นภูมิอีกภูมิหนึ่ง เป็นภพอีกภพหนึ่งเท่านั้นเอง งั้...

โลกราบเป็นหน้ากลอง#วิมุตติความหลุดพ้น​#ทางบรรลุธรรม​#การเกิดอริยมรรค#จิต...สถานที่ตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า เจดีย์พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า ณ ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นต้นที่ 4 นับจากต้นที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ส่วนเจดีย์พุทธคยาที่เห็นนี้ สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ราว พ.ศ. 236 และได้ต่อเติมสมัยพระเจ้าหุวิชกะ กษัตริย์แห่งเมืองมคธโบราณสถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในสังเวชนียสถานทั้ง 4 ซึ่งประกอบด้วย สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี จนเมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา เจ้าชายสิทธัตถะก็ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดของวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย สิ่งที่ตรัสรู้ คือ อริยสัจสี่ เป็นความจริงอันประเสริฐ 4 ประการของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ต้นมหาโพธิ์ และทรงเจริญสมาธิภาวนาจนจิตเป็นสมาธิได้ฌานที่ 4 แล้วบำเพ็ญภาวนาต่อไปจนได้ฌาน 3 คือ ยามต้น : ทรงบรรลุ "ปุพเพนิวาสานุติญาณ " คือ ทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่นได้ ยามสอง : ทรงบรรลุ "จุตูปปาตญาณ" คือ การรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการมีตาทิพย์สามารถเห็นการจุติและอุบัติของวิญญาณทั้งหลาย ยามสาม หรือยามสุดท้าย : ทรงบรรลุ "อาสวักขญาณ" คือ รู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ 35 พรรษา เมื่อพระบรมโพธิสัตว์มีชัยต่อพญามารวัสวดีด้วยพระบารมีตั้งแต่เวลาสายัณห์พระอาทิตย์ยังมิทันจะอัสดงคต ทำให้บังเกิดความเบิกบานพระทัยด้วยปีติเกษม จึงทรงเจริญสมาธิภาวนาทำจิตให้ปราศจาก อุปกิเลส จนได้บรรลุ ปฐมฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน อันเป็นส่วนรูปฌานสมาบัติตามลำดับ ต่อจากนั้นทรงเจริญญาณอันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูง ๓ ประการตามลำดับแห่งยามสาม ซึ่งในทางศาสนาแบ่งกลางคืนออกเป็น ๓ ส่วน แต่ละส่วนเรียกว่ายามหนึ่ง ๆ คือ ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม ในราตรีนั้น คือ ในวันเพ็ญพระจันทร์เสวยดาวฤกษ์ชื่อว่าวิสาขา คือ วันเพ็ญเดือนวิสาขะเป็นเวสาขะ ในราตรีวันเพ็ญนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรม ก่อนแต่ตรัสรู้เรียกว่า พระโพธิสัตว์ แปลว่า ผู้ข้องอยู่ในความรู้ อันหมายความว่า ไม่ทรงข้องอยู่ในสิ่งอื่น ข้องอยู่แต่ในความรู้ จึงทรงแสวงหาความรู้จนได้ตรัสรู้ จึงเรียกว่า พุทธะ ที่แปลว่า ผู้รู้ หรือ ตรัสรู้ เราเรียกกันว่า พระพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสรู้ที่ภายใต้ต้นไม้ชื่อว่า อัสสัตถะ ต่อมาก็เรียกว่า ต้นโพธิ์ คำว่า โพธิ แปลว่า ตรัสรู้ เพราะพระพุทธเจ้าไปประทับนั่งใต้ไม้นั้นตรัสรู้ จึงได้เรียกว่า ต้นไม้ตรัสรู้ เรียกเป็นศัพท์ว่า โพธิพฤกษ์ แต่ชื่อของต้นไม้ชนิดนี้ว่า อัสสัตถะ ที่ตรัสรู้นั้นอยู่ใกล้ฝั่ง แม่น้ำเนรัญชรา ใน ตำบลอุรุเวลา ใน มคธรัฐ ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณพระองค์ทรงตรัสรู้ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า “พุทธคยา” เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ไม่มีผู้เสมอเหมือน ดังนั้น วันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงจัดเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันที่บังเกิดพระพุทธเจ้าพระนามว่า “โคตมะ” อุบัติขึ้นในโลก พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียร ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัย เรียกว่าการเข้า “ฌาน” เพื่อให้บรรลุ “ญาณ” จนเวลาผ่านไปจนถึง ... ยามต้น : ทรงบรรลุ “ปุพเพนิวาสานุติญาณ” คือทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่น ยามสอง : ทรงบรรลุ “จุตูปปาตญาณ” คือการรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ยามสาม : ทรงบรรลุ “อาสวักขยญาณ” คือ รู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจ ๔ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุ ได้ ๓๕ พรรษา ในปฐมยาม ทรงบรรลุบุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงเกิดมาแล้วได้ทั้งสิ้น ย้อนหลังไปตั้งแต่มีชัยต่อพญามารวัสวดี ลอยถาดทอง ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรารับมธุปายาสจากานางสุชาดา ทรงสุบินบุพนิมิตมหามงคล ๕ ประการ ย้อนไปจนถึงเมื่อครั้งไปศึกษาวิชากับ อาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ทรงให้ปฏิญาณแก่พระเจ้าพิมพิสาร ทรงบรรพชา ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมาเสด็จหนีออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ ประสูติในสวนลุมพินีวัน ตราบจนเมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร และทรงระลึกย้อนหลังไปถึง ๔ อสงไขย ๑ แสนมหากัปป์ ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ หรือ ทิพยจักษุญาณ สามารถหยั่งรู้การเวียนว่ายตายเกิดของเหล่าสรรพสัตว์อื่นได้หมดเปรียบประหนึ่งผู้ยืนบนปราสาทอันตั้งตระหง่านอยู่หว่าง กลางถนน ๔ แพร่ง จึงสามารถเล็งเห็นมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย เมื่อ นั่ง ยืน เดิน เข้าออกจากเรือน หรือระหว่างสัญจรไปตามวิถีแห่งทาง ๔ แพร่ง ในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงพระปรีชาสามารถทำอาสวกิเลสทั้งหลายให้ดับสิ้นไป จนได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือ ญาณอันประเสริฐอันเป็นเครื่องตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ในเวลาปัจจุบันสมัยรุ่งอรุโณทัย จึงเปล่งพระพุทธสีหนาทปฐมอุทาน ตรัสทักตัณหาด้วยความเบิกบานพระทัยว่า “นับตั้งแต่ตถาคตท่องเที่ยวสืบเสาะหานายช่างเรือนอันก่อสร้างนามรูปคือตัวตัณหา ด้วยการเวียนว่ายตายเกิดมาตลอด ๔ อสงไขยแสนมหากัลป์ บัดนี้ได้พบและทำลายสูญสิ้นแล้ว จิตของเราปราศจากสังขารเครื่องปรุงแต่งให้เกิดในภพอื่นแล้ว” พลันได้บังเกิดมหาอัศจรรย์ขึ้นในเวลานั้นกล่าวคือ พื้นปฐพีอันกว้างใหญ่เกิดหวั่นไหว มหาสาครสมุทรตีฟองคะนองคลื่นพฤกษาชาติทั้งหลายต่างผลิดอกออกช่อเบ่งบานงามตระการดารดาษไปทั่วทุกอุทยาน บรรดาแก้วมณีอันประดับอยู่ในทุกวิมานชั้นฟ้าล้วนเปล่งแสงส่องประกายรัศมีอันโอภาสบรรเจิด ทิพยดนตรีต่างบรรเลงเสียงเพลงไพเราะเสนาะโสต เทพยดาและผู้เรืองฤทธิ์ในทุกสวรรค์ชั้นฟ้าป่าหิมพานต์ต่างพนมกรแซ่ซ้องสาธุการโปรยปรายบุปผามาลัยทำการสักการบูชา เปล่งวาจาว่าบัดนี้พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้วตรงกับวันเพ็ญกลางเดือน ๖ หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ หรือ วันวิสาขบูชา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันอยู่ในตำบลที่เรียกว่า พุทธคยา ห่างจากเมืองกัลกัตตาประมาณ ๒๓๐ ไมล์ เหตุการณ์สำคัญในวันวิสาขบูชา วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพราะประกอบด้วยเหตุการณ์ ๓ ประการคือ ๑. เป็นวันประสูติ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ก่อน พ.ศ. ๘๐ปี ๒. เป็นวันตรัสรู้ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ก่อน พ.ศ. ๔๕ ปี ๓. เป็นวันปรินิพพาน ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ก่อน พ.ศ. ๑ปี พระพุทธองค์ทรงพิจารณาบัว 4 เหล่า Copyright © 2016 : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ศูนย์บริการวิชาการธรรมสุทัศน์ สถาบันวิจัยและพัฒนา (Dhammasuthas Academic Service Center) 85 ถนนมาลัยแมน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000

รูปภาพ